วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

อ่าวมาหยา(กระบี่)

อ่าวมาหยา

สำหรับจุดแรกที่เราแวะชมก็คือปากถ้ำไวกิ้ง ที่ภายในมีภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์ แต่เราไม่ได้เข้าชมเนื่องจากเขาเปิดเป็นบางโอกาส เพราะนี่เป็นเขตสัมปานนกนางแอ่น งานนี้จึงทำได้เพียงล่องเรือเฉียดๆดูนั่งร้านไม้ไผ่ที่ปากถ้ำต่างๆเท่านั้น
พ้นจากถ้ำไวกิ้งมา เรือแล่นลุยคลื่นเลียบเคียงหน้าผาหินปูนเข้าสู่เวิ้งอ่าวโค้งคลื่นลมสงบเงียบ ซึ่งนี่คือ“อ่าวมาหยา” อันลือลั่น เพราะโด่งดังมาจากหนังเรื่อง The Beach ที่ก็สมราคาความดัง เพราะอ่าวมาหยานั้นงดงามนัก น้ำทะเลสวยใสพลิ้วไหวไปตามระลอกคลื่นแผ่วเบา บางช่วงเห็นปลาแหวกว่ายดูเพลินตา มีหาดทรายขาวสะอาดเนียนนุ่มเท้าเข้ากับเทือกเขาหินปูนที่ขึ้นหยึกหยัก ตีวงโอบกอดอ่าวมาหยาไว้ให้นักท่องเที่ยวรุ่นแล้วรุ่นเล่าเดินทางมาสัมผัสบนอ่าวมาหยาไม่มีที่พักมีแต่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ แต่มีห้องน้ำไว้ให้นักท่องเที่ยวปลดปล่อยทุกข์ รวมถึงป้ายเตือนภัยสึนามิที่เราหวังว่าสึนามิอ่าได้กล้ำกรายมาเยือนที่นี่อีกตลอดกาลเลย ทิ้งป้ายเตือนภัยไว้ให้เป็นอนุสรณ์ของความโสกเศร้าเถิด
บนอ่าวมาหยา“ตะลอนเที่ยว”เพลินอยู่ที่นั่นพักใหญ่ เพราะช่วงนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติน้อย เราจึงถือโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศบนนี้อย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาเที่ยวอ่าวมาหยาทีไรรู้สึกเหมือนไปเมืองนอกทุกที เพราะมีฝรั่งเต็มไปหมด มีแต่คราวนี้แหละที่ค่อยรู้สึกว่าอ่าวมาหยาเป็นอ่าวของไทยหน่อย

หลังเล่นน้ำ เสพบรรยากาศ อ่าวมาหยาจนจุใจ เราไปยังด้านหลังอ่าวมาหยา ซึ่งก็คือ “อ่าวโละซามะ” อ่าวเล็กๆไม่มีชายหาด มีแต่เรือพานักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำ ดำน้ำดูปะการัง เพราะโลกใต้ทะเลที่นี่สวยงามไม่เบา
ใกล้ๆกับอ่าวโละซามะเป็นเกาะบิดะใน เกาะบิดะนอก ที่เป็นจุดดำน้ำชั้นดีอีกจุดหนึ่ง
อีกอ่าวหนึ่งที่เรือไปแวะก่อนกลับและไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ “อ่าวปิเละ” ที่มีลักษณะเป็นลากูน (Lagoon) หรือทะเลใน เพราะถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชันเกือบทุกด้าน น้ำทะเลที่นี่ใสปิ๊งนิ่งเขียวปานมรกต จนหลายคนให้ฉายาว่า“สระว่ายน้ำกลางทะเล”
ก่อนกลับเข้าฝั่งเราแวะดูลิงแสมที่หาดลิง(Monkey Beach)ก่อนเดินทางกลับเกาะพีพีดอนที่ให้อารมณ์บรรยากาศทางการท่องเที่ยวแตกต่างออกไปจากเกาะพีพีเล

หาดสมิหลา (SImilar Beach)




"แหลมสมิหลา" หรือ "หาดสมิหลา" ที่ผมชวนไปเที่ยว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักมากที่สุดของจังหวัดสงขลา ชายหาดแห่งนี้ อยู่ห่างจากตลาดทรัพย์สิน(ตลาดสดเทศบาล)ประมาณ 2.5 กิโลเมตร มีหาดทรายขาวสะอาด ทิวสนร่มรื่นเด่นสุดของหากสมิหลา คือรูปปั้น“นางเงือกทอง” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นอยู่บนปลายแหลมสมิหลา และนักท่องเที่ยวคนไหนไปสงขลาและแวะที่สมิหลา ย่อมไม่พลาดที่จะต้องถ่ายภาพคู่กับนางเงือกทอง "นางเงือกทอง" เป็นเรื่องในนิยายปรัมปราของไทยโบราณ ซึ่งขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้เล่าไว้
นิยายเรื่องนี้ ขุนวิจิตรมาตราเล่าไว้ว่า ในวันดีคืนดี นางเงือกจะมานั่งหวีผมบนชายหาดด้วยหวีทองคำ กระทั่งวันหนึ่ง มีชายชาวประมงเดินผ่านมาทำให้นางเงือกตกใจ รีบหนีลงทะเลไปโดยลืมหวีทองคำไว้ ชาวประมงเห็นดังนั้น ก็เก็บหวีทองคำไว้และเฝ้าคอยนางเงือกที่หาดนั้นเสมอ แต่นางเงือกก็ไม่เคยปรากฏกายให้เห็นอีกเลย
สำหรับ“นางเงือกทอง” ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2509 ในท่านั่งหวีผม หล่อขึ้นด้วยบรอนซ์รมดำ โดยฝีมือการออกแบบ ปั้น และหล่อ โดยอาจารย์จิตร บัวบุศย์ ด้วยเงิน 60,000 บาท(ในสมัยนั้น) โดยใช้เงินจากงบประมาณของเทศบาลสงขลา



เกาะหนูเกาะแมว

รอบบริเวณชายหาดใหญ่ ใกล้นางเงือกทอง เทศบาลสงขลาได้จัดสวนหย่อมไว้ดูร่มรื่น เหมาะที่จะเป็นที่นั่งพักผ่อนยามเย็น และใครที่นั่งพักผ่อน เมื่อมองออกไปในทะเล ก็จะเห็นเกาะหนู-เกาะแมว อีกสัญลักษณ์หนึ่งของแหลมสมิหลาเป็นฉากหน้าตำนานของ"เกาะหนู-เกาะแมว" มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า มีพ่อค้าชาวจีนผู้หนึ่ง คุมเรือสำเภาเดินทางไปมาค้าขายระหว่างจีนกับสงขลาเป็นประจำ วันหนึ่งพ่อค้าผู้นี้ได้ซื้อหมากับแมวจากสงขลาลงเรือไปเมืองจีน
เมื่อหมากับแมวอยู่บนเรือนานๆ ก็เกิดความเบื่อหน่าย จึงปรึกษาหาวิธีการที่จะกลับบ้านที่สงขลา
หมากับแมวทราบว่า พ่อค้ามี"ดวงแก้ววิเศษ" ที่ทำให้ไม่จมน้ำ เมื่อรู้ดังนั้น แมวจึงคิดอุบายโดยให้หนูที่อยู่ในเรือ ไปขโมยแก้ววิเศษของพ่อค้ามา และหนูขอหนีขึ้นฝั่งไปด้วย ทั้ง 3 จึงว่ายน้ำหนีลงจากเรือโดยที่หนูอมดวงแก้วเอาไว้ในปาก
ระหว่างว่ายน้ำ หนูเกิดนึกขึ้นได้ว่าถ้าถึงฝั่ง หมากับแมวคงจะแย่งเอาดวงแก้วไปจึงคิดที่จะหนี ฝ่ายแมวซึ่งว่ายตามหลังมาก็คิดเช่นกัน จึงว่ายน้ำรี่ไปหาหนู หนูตกใจ ไม่ทันระวังตัว ดวงแก้ววิเศษที่อมไว้จึงตกลงจมหายไปในน้ำ หนูและแมวต่างก็หมดแรงจมน้ำตายกลายเป็นเกาะหนูเกาะแมว อยู่ที่อ่าวหน้าเมือง
ส่วนหมา ตะเกียกตะกายว่ายน้ำไปจนถึงฝั่ง และสิ้นใจตายเพราะความเหน็ดเหนื่อย จนกลายเป็นหินบริเวณเขาตังกวน ริมอ่าวสงขลา
ขณะที่"ดวงแก้ววิเศษ" ที่หล่นจากปากหนูแตกละเอียด กลายเป็นหาดทรายแก้ว อยู่ทางด้านเหนือของแหลมสนอ่อน

สำหรับ"แหลมสนอ่อน" เป็นชายหาดร่มรื่นด้วยทิวสนทะเล และบริเวณปลายแหลม เป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มไทยอาสาป้องกันชาติในทะเล จังหวัดสงขลา ร่วมกับกองทัพเรือ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2530 เพื่อให้ชาวเรือได้สักการะบูชาก่อนออกไปประกอบอาชีพในทะเล
ใครไปสงขลา คงไม่ลืมไปเยี่ยม"เงือกทอง"และนั่งชมวิวดูเกาะหนู-เกาะแมว ด้วยกันนะครับ


วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553



หาดทรายบางแสน

เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมาช้านาน อยู่ห่างจากตัวเมืองชลบุรีประมาณ 13 กิโลเมตร มีบริเวณหาดทรายยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร กว้าง 50-200 เมตร ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ทั้งสถานที่พัก, บังกะโล, ห้องอาบน้ำจืด, ร้านอาหารทะเล และอุปกรณ์กีฬาทางน้ำ เช่น เรือกล้วย, สกู๊ตเตอร์, ห่วงยาง, จักรยานเช่า ปัจจุบันหาดบางแสนได้รับการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมทั้งด้านทัศนียภาพริมหาด, การจัดระเบียบหาด, การรักษาความสะอาด และการควบคุมราคาสินค้าให้ได้มาตราฐาน เพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว ให้เป็นที่นิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย
ถนนเลียบชายหาดซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้สวยงาม และเป็นระเบียบมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ วิ่งออกกำลังกาย หรือถีบจักรยานเล่น ชมวิวตลอดชายหาด ซึ่งสองข้างทางปัจจุบันจะมีต้นมะพร้าวตลอดแนว ให้ร่มเงา และความร่มรื่นแม้ในเวลากลางวัน ชายหาดบางแสนจึงเป็นอีกสถานที่ ที่น่าสนใจในวันหยุด ห่างจากกรุงเทพไม่มาก ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง
เทศบาลเมืองแสนสุข : ถ.บางแสนสาย 2 ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรีโทรศัพท์ : 0-3819-3500-3 สำนักปลัดเทศบาล : 0-3819-3520-21